SMEs ไทยกับการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล

          ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดย่อม (SMEs) ต่างล้วนเริ่มต้นมาจากธุรกิจเล็ก ๆ ทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นธุรกิจแบบเจ้าของคนเดียว วิสาหกิจชุมชน และ OTOP เมื่อธุรกิจเติบโตและพัฒนาขึ้นมาถึงระดับหนึ่ง ก็มักมีข้อจำกัดด้านเงินทุนในการขยับขยายธุรกิจ เนื่องจากความน่าเชื่อถือด้านข้อมูลธุรกิจที่มิได้ผ่านรับการรับรองจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ แหล่งเงินทุนต้องการข้อมูลทางธุรกิจที่ชัดเจน พิสูจน์ได้ ดังนั้น การจดทะเบียนพาณิชย์ หรือนิติบุคคลจึงเป็นคุณสมบัติหลักที่พิจารณาแต่ SMEs ไทยจะหลีกเลี่ยงที่จะดำเนินการ เนื่องจากความเชื่อและทัศนคติเดิมเรื่องการก้าวสู่การจดทะเบียนนิติบุคคล อาทิ
– ความยุ่งยากในการดำเนินการ ขาดความรู้และผู้แนะนำขั้นตอนการเตรียมการและวิธีการดำเนินการ
– กังวลเรื่องการทำบัญชี การบันทึกข้อมูล ค่าใช้จ่ายที่จะตามมา และข้อมูลถูกเผยแพร่
– ระมัดระวังเรื่องภาษี เพราะภาพรวมผู้ประกอบการเหล่านี้มักเป็นเจ้าของคนเดียว หรือนามกลุ่มที่ไม่คุ้นเคยกับการยื่นเสียภาษีเงินได้ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ในส่วนภาครัฐได้พยายามแก้ไขปรับปรุงและส่งเสริมให้นักธุรกิจรุ่นใหม่ๆ เข้าใจและหันมาจดทะเบียนนิติบุคคลมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การลดจำนวนผู้ก่อการและกรรมการ จากเดิม 7 คน มาเป็น 3 คน จนปัจจุบัน การจดทะเบียนนิติบุคคลสามารถดำเนินการได้เพียง 1 คน ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมกิจการที่เข้าสูระบบ ดำเนินการถูกต้อง และเสียภาษีให้แก่รัฐตามกฎหมาย โดยลดอัตราภาษีให้กับธุรกิจ SMEs หลายวาระอย่างต่อเนื่อง จากร้อยละ 35 ของรายได้สุทธิ จนลงมาเหลือเพียงร้อยละ 20 เพื่อจูงใจและใช้เป็นฐานข้อมูลในการสนับสนุนให้ความช่วยเหลือด้วยมาตรการต่างๆ ภายใต้การแข่งขันที่รุนแรงและภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้วว่า SMEs ไทยมักติดกับด้านการเงินไม่สามารถหาทุนมาขยับขยายกิจการได้ โดยเฉพาะสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันที่ต้องการสภาพคล่องค่อนข้างสูงมาพยุงกิจการ ทั้งนี้เนื่องจาก ธนาคารพาณิชย์มีนโยบายลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจ โดย
– การชะลอการให้สินเชื่อหรือให้สินเชื่อเฉพาะธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำ ที่สำคัญการพิจารณาสินเชื่อมีความพิถีพิถัน ละเอียดและคัดกรองมากขึ้นโดยเฉพาะเกณฑ์เรื่องรายได้ ที่ต้องการข้อมูลที่เชื่อถือได้และได้การรับรองแล้วเท่านั้น หลักประกันเป็นข้อพิจารณารองลงมา ธุรกิจที่ไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคลและยื่นสำแดงภาษีรายได้ประจำปี จึงขาดข้อมูลที่เชื่อถือได้และผลประกอบการที่ชัดเจน
เมื่อแนวโน้มการเข้าถึงแหล่งทุนเปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้ ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดย่อมที่กำลังเติบโตและสร้างความแข็งแกร่งในธุรกิจเพื่อแข่งขันต่อไปเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยากขึ้นบวกกับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ทำให้บางส่วนก็ต้องล้มหายตายจากไป ดังนั้น SMEs ไทยที่ไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคล จึงต้องพิจารณาเรื่องนี้มากขึ้น บทความนี้จึงต้องการนำเสนอให้เห็นประโยชน์จากการจดทะเบียนนิติบุคคลของ ธุรกิจ SMEs ทั้งหลายที่เริ่มก้าวหน้าและต้องการเติบโตต่อไป
ความสำคัญของการจดทะเบียนนิติบุคคล
          การเป็นนิติติบุคคลบอกถึงความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจอย่างมีการจัดการที่เป็นระบบและต้องการความยั่งยืน และมีตัวตนอย่างชัดเจนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนภาคเอกชน ธนาคารพาณิชย์ นอกจากการทำบัญชี และสเตทเม้นท์ในการเดินบัญชีแล้ว ปัจจุบันธุรกิจที่ต้องการสินเชื่อจากธนาคารจำเป็นต้องมีหลักฐานการประกอบการเพิ่มเติม ดังนี้
1. ธุรกิจเจ้าของคนเดียวที่กำลังเริ่มต้นหรือดำเนินการแล้วต้องจดทะเบียนพาณิชย์ 1-2 ปีขึ้นไปแล้วแต่สถาบันการเงิน
2. ธุรกิจที่กำลังเติบโต ต้องการเงินทุนจำนวนมากขึ้น อาจต้องจดทะเบียนนิติบุคคลเพื่อว่าจะได้นำงบการเงินมาแสดงประกอบการขอสินเชื่อซึ่งสำคัญมาก
การเข้าถึงความช่วยเหลือจากภาครัฐ จะพบว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้พยายามให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการในแทบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ การพัฒนาเทคโนโลยี การนำนวัตกรรมมาใช้ โดยนโยบาย Thailand 4.0 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการช่วยเหลือด้านการเงินซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วนของผู้ประกอบการในช่วงนี้ โดยมีเงื่อนไขลำดับแรกเลย คือ ต้องเป็นนิติบุคคล ดังนั้นหากคุณสมบัติประการแรกไม่ผ่านแล้วก็ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินที่ให้การสนับสนุนผ่านโครงการและช่องทางต่าง ๆ ได้เลย
บทความนี้จึงมุ่งเสนอให้ผู้อ่านได้มองเห็นความสำคัญของการเข้าสู่ระบบ โดยการจดทะเบียนนิติบุคคล เพื่อจะก้าวไปสู่การพัฒนาด้านการบริหารจัดการในทุกด้าน การเข้าถึงการสนับสนุนผ่านโครงการต่าง ๆ ของรัฐ และสุดท้ายมีคุณสมบัติเบื้องต้นในการเข้าถึงแหล่งเงินจากรัฐและสถาบันการเงินภาคเอกชนได้

ชื่อ-สกุล  อาจารย์ธนากร พฤกษ์รัตนนภา
ตำแหน่ง  อาจารย์ประจำสาขาวิชาการตลาด ผู้จัดการศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจ
สังกัด
      สาขาวิชาการตลาด
เบอร์โทร  074-200300 ต่อ 200
e-Mail    tkorn06@hotmail.com