ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Personal Income Tax : PIT)


ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
 (Personal Income Tax : PIT) คือ ภาษีที่จัดเก็บจากบุคคลทั่วไป หรือจากหน่วยภาษีที่มีลักษณะพิเศษตามที่กฎหมายกำหนดและมีรายได้ที่เกิดขึ้นในปีใดๆ ผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้แก่ ผู้ที่มีเงินได้เกิดขึ้นระหว่างปีภาษีที่ผ่านมา โดยมีสถานะอย่างใดอย่างหนึ่งดังนี้

ปุจฉา  : จากสภาพเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงเกิดคำถามว่า โครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เราใช้กันมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2535 มีความเหมาะสมกับบริบทในปัจจุบันหรือไม่
วิสัชนา  : หากจะว่าไปคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง ทำให้กฎหมายต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อความเหมาะสม คณะรัฐมนตรีจึงได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เรื่อง พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 44) พ.ศ. 2560 เกี่ยวกับการปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยให้มีผลบังคับใช้สำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2560 เป็นต้นไป
ปุจฉา  : มีสาระของการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง
วิสัชนา  :  ประเด็นที่มีการปรับเปลี่ยนแก้ไขได้แก่ ประเด็นดังต่อไปนี้
ผู้ที่มีเงินได้ มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเมื่อมีเงินได้ดังนี้

ประเภทเงินได้พึงประเมิน

สถานะโสด

สถานะสมรส

มาตรา 40(1) เงินเดือนเพียงอย่างเดียว 120,000 220,000
มาตรา 40(1) รวมกับเงินได้มาตรา 40(2) – (7) 60,000 120,000

การหักค่าใช้จ่าย
ตารางที่ 1 ประเภทเงินได้พึงประเมินและเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายแยกตามประเภทเงินได้พึงประเมิน

ประเภทเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ปีภาษี 2559 ปีภาษี 2560
(1) ได้แก่ เงินได้เนื่องจากการรับจ้างแรงงาน – เงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เป็นต้น หักค่าใช้จ่ายได้ร้อยละ 40 ไม่เกิน 60,000 บาท หักค่าใช้จ่ายได้ร้อยละ 50   ไม่เกิน 100,000 บาท
(2) ได้แก่ เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็น ค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส หักค่าใช้จ่ายได้ร้อยละ 40 ไม่เกิน 60,000 บาท หักค่าใช้จ่ายได้ร้อยละ 50   ไม่เกิน 100,000 บาท
หมายเหตุ  เงินได้พึงประเมินมาตรา 40(1) และ (2) รวมกัน หักค่าใช้จ่ายได้ร้อยละ 40 ไม่เกิน 60,000 บาท หักค่าใช้จ่ายได้ร้อยละ 50   ไม่เกิน 100,000 บาท
(3) ได้แก่ ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์หรือสิทธิอย่างอื่น เป็นต้น หักได้เฉพาะค่าลิขสิทธิ์เป็นการเหมาได้ร้อยละ 40 ไม่เกิน 60,000 บาท ขยายเพิ่มให้ค่าใช้จ่ายได้สำหรับค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิ์อย่างอื่นตามจริงหรือเหมาจ่ายในอัตราร้อยละ 50 ไม่เกิน 100,000 บาท
(4) ได้แก่ ดอกเบี้ย เงินปันผล เงินส่วนแบ่งกำไร เงินลดทุน เงินเพิ่มทุน ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนหุ้น เป็นต้น กฎหมายไม่ยอมให้หักค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ไม่เปลี่ยนแปลง
(5) ได้แก่ เงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน การผิดสัญญาเช่าซื้อ การผิดสัญญาซื้อขายเงินผ่อน หักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรหรือหักอัตราเหมาตามกฎหมายกำหนด (ร้อยละ 10-30) ไม่เปลี่ยนแปลง
– บ้าน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้าง แพ
– ที่ดินที่ใช้ในการเกษตร
– ที่ดินที่มิได้ใช้ในการเกษตร
– ยานพาหนะ
– ทรัพย์สินอื่น
หักได้ร้อยละ 30
หักได้ร้อยละ 20
หักได้ร้อยละ 15
หักได้ร้อยละ 30
หักได้ร้อยละ 10
(6) ได้แก่ เงินได้จากวิชาชีพอิสระ หักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรหรือหักอัตราเหมาตามกฎหมายกำหนด (ร้อยละ 10-30) ไม่เปลี่ยนแปลง
ประกอบโรคศิลปะ หักได้ร้อยละ 60
กฎหมาย วิศวกรรม สถาปัตยกรรม       บัญชี ประณีต ศิลปกรรม หักได้ร้อยละ 30
(7) ได้แก่ เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องลงทุนด้วยการจัดหาสัมภาระในส่วนสำคัญนอกเหนือจากเครื่องมือ หักตามความจำเป็นและสมควรหรือหักเป็นการเหมาอัตราร้อยละ 70 หักตามความจำเป็นและสมควรหรือหักเป็นการเหมาในอัตราร้อยละ 60
(8) ได้แก่ เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง การขายอสังหาริมทรัพย์ หรือการอื่น นอกจากที่ระบุไว้ในประเภทที่ (1) – (7) หักตามความจำเป็นและสมควร หรือหักเป็นการเหมาในอัตราตามที่กฎหมายกำหนด (ร้อยละ 40-85) หักตามความจำเป็นและสมควร หรือหักเป็นการเหมาในอัตรา ร้อยละ 40 และร้อยละ 60

หมายเหตุ ผู้เสียภาษีจากเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)-(6) ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของการหักค่าใช้จ่าย

การหักค่าลดหย่อน
ตารางที่ 2  รายการลดหย่อนและเกณฑ์การหักค่าลดหย่อนที่มีการเปลี่ยนแปลง

รายการลดหย่อน

ปีภาษี 2559

ปีภาษี 2560 เป็นต้นไป

ผู้มีเงินได้ 30,000 บาท 60,000 บาท
คู่สมรส (ไม่มีเงินได้) 30,000 บาท 60,000 บาท
ผู้มีเงินได้หรือคู่สมรสต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ ให้หักลดหย่อนรวมกันได้ 60,000 บาท 120,000 บาท
บุตร
     – ชอบด้วยกฎหมาย คนละ 15,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกิน 3 คน คนละ 30,000 บาท ไม่จำกัดจำนวน
     – บุตรบุญธรรม คนละ 30,000 บาท แต่รวมกับบุตรชอบด้วยกฎหมายต้องไม่เกิน 3 คน
หักค่าลดหย่อนการศึกษาในประเทศของบุตรได้เพิ่มอีกคนละ 2,000 บาท ยกเลิก ค่าลดหย่อนการศึกษาในประเทศของบุตร 2,000 บาท
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้ บิดามารดาผู้มีเงินได้คนละ 30,000 บาท
บิดามารดาคู่สมรสได้คนละ 30,000 บาท
ไม่เปลี่ยนแปลง
ค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ คนละ 30,000 บาท คนละ 60,000 บาท
ค่าเบี้ยประกันชีวิต                       หักค่าลดหย่อนและได้รับการยก  ไม่เปลี่ยนแปลง
(กรมธรรม์อายุ 10 ปีขึ้นไป) ของผู้มีเงินได้ เว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท
คู่สมรสทีไม่มีเงินได้ หักค่าลดหย่อนและได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง
ค่าเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดาของผู้มีเงินได้และคู่สมรส (บิดามารดาต้องไม่มีเงินได้พึงประเมิน หักได้ตามจ่ายจริง แต่ไม่เกินคนละ 15,000 บาทเกิน 30,000 บาท) ไม่เปลี่ยนแปลง
เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หักได้ตามจ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท ส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 490,000 บาท ให้หักจากเงินได้พึงประเมินหักได้ตามจ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท ส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 490,000 บาท ให้หักจากเงินได้พึงประเมินหักค่าลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 500,000 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง
เงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

 

 

เงินสะสมกองทุนการออมแห่งชาติ ไม่เปลี่ยนแปลง
ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และต้องถือไม่น้อยกว่า 7 ปี หักค่าลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 500,000 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง
ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่จ่ายให้แก่ธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่น เพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างที่อยู่อาศัย หักค่าลดหย่อนได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง
เงินสมทบประกันสังคม หักได้ตามที่จ่ายจริง ไม่เปลี่ยนแปลง
เงินบริจาค
 – สนับสนุนการศึกษาและการกีฬา หักได้ 2 เท่าของที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ไม่เปลี่ยนแปลง
     – เงินบริจาค หักได้ตามจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน ไม่เปลี่ยนแปลง


อัตราภาษีใหม่สำหรับเงินได้สุทธิ
ทั้งนี้การปรับอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อผู้มีเงินได้ที่ต้องเสียภาษีในอัตราเพดานสูงสุด (ก่อนหน้านี้ เงินได้สุทธิ 4,000,001 บาทขึ้นไป เสียภาษีอัตราร้อยละ 35 หลังปรับโครงสร้างอัตราภาษีฯเพดานสูงสุดใช้สำหรับเงินได้สุทธิตั้งแต่ 5,000,001 บาทขึ้นไป) การปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครั้งนี้ ถือเป็นการปรับปรุงครั้งใหญ่ในรอบ 25 ปีที่ผ่านมา
ตารางที่ 3  เปรียบเทียบอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปีภาษี 2559 กับ ปีภาษี 2560 เป็นต้นไป

เงินได้สุทธิตั้งแต่ (บาท)

ปีภาษี 2559

ปีภาษี 2560

อัตราภาษี (ร้อยละ)

อัตราภาษี (ร้อยละ)

0 – 150,000 5 5
เกิน 150,001 – 300,000 5 5
เกิน 300,001 – 500,000 10 10
เกิน 500,001 – 750,000 15 15
เกิน 750,001 – 1,000,000 20 20
เกิน 1,000,001 – 2,000,000 25 25
เกิน 2,000,001 – 4,000,000
เกิน 2,000,001 – 5,000,000
30 30
เกิน 4,000,001  ขึ้นไป
เกิน 5,000,001  ขึ้นไป
35 35


เงินได้ที่ไม่ต้องเสียภาษี แต่มีหน้าที่ยื่นเสียภาษี
ดูเผิน ๆ เหมือนผู้มีเงินได้ที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะได้รับประโยชน์ทั่วกัน แต่เมื่อพิจารณาให้ลึกลงไปจะพบว่า กลุ่มมนุษย์เงินเดือนเป็นกลุ่มได้รับประโยชน์จากมาตรการภาษีครั้งนี้  จากการได้สิทธิหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนที่เพิ่มขึ้น  หากคำนวณโดยคิดเฉพาะค่าลดหย่อนพื้นฐาน ผู้มีเงินได้จากเงินเดือนเฉลี่ยไม่เกินเดือนละ 26,000 บาท ก็ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ส่วนผู้ที่มีเงินเดือนเฉลี่ยไม่เกิน เดือนละ 10,000 บาท (10,000 บาท * 12 เดือน เท่ากับ 120,000 บาท) ก็ไม่มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามเกณฑ์ขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด
Tag : ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

 

อาจารย์ บุตรี  บุญโรจน์พงศ์ 
ตำแหน่ง
: อาจารย์ประจำสาขาวิชาการจัดการอุตสาหกรรม
สังกัด : คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่
เบอร์โทร : 074-200300 ต่อ 625
Email : buttree@hu.ac.th